
ที่ดินผืนสุดท้ายของเกษตรกรไทยกำลังหลุดลอยไปพร้อมกับลมหายใจของสังคมสูงวัย คือความจริงที่ถูกตีแผ่บนเวทีสาธารณะ "วิกฤตเศรษฐกิจชนบทไทย: สิทธิ การมีส่วนร่วม และทางออกเชิงนโยบาย" เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอกย้ำความจริงที่ว่า "หนี้เกษตรกร" ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงความล้มเหลวส่วนบุคคลหรือการขาดวินัยทางการเงิน แต่มันคือ "อาชญากรรมเชิงโครงสร้าง" ที่รัฐและระบบเศรษฐกิจกระทำต่อผู้ผลิตอาหารเลี้ยงประเทศ
กางตัวเลข "หนี้เรื้อรัง" เมื่อเกษตรกร 90% ติดอยู่ในกับดักที่เร่งสปีดหลังโควิด
สถานการณ์หนี้สินในปัจจุบันตามข้อมูลของ ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนภาพที่น่าตกใจของวงจร "หนี้เพื่อการอยู่รอด" ที่เข้ามาแทนที่หนี้เพื่อการลงทุนอย่างสมบูรณ์ สัดส่วนหนี้ที่ครอบคลุมเกือบทั้งระบบ ปัจจุบันเกษตรกรไทยกว่า 90% ตกอยู่ในภาวะหนี้สิน ยอดหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 2.5 - 4.5 แสนบาท แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ "อัตราเร่ง" โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ยอดหนี้พุ่งทะยานจากเฉลี่ย 8 แสนบาทในช่วงก่อนโควิด กลายเป็น 1.2 ล้านบาทต่อครัวเรือน ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดที่รายได้ภาคเกษตรไม่มีวันไล่ตามทัน ภาวะ "จ่ายได้แค่ดอกเบี้ย" (Interest-only trap): สัดส่วนลูกหนี้ที่ทำได้เพียงจ่ายดอกเบี้ยเพื่อประคองสถานะ ไม่ให้เป็นหนี้เสียพุ่งสูงขึ้นจาก 20% เป็น 41% หมายความว่าหยาดเหงื่อที่เกษตรกรเสียไปถูกส่งต่อไปยังสถาบันการเงินทั้งหมดโดยไม่เหลือมาตัดเงินต้นแม้แต่บาทเดียว วงจรหนี้งูกินหาง: รายได้ที่ผันผวนและไม่เพียงพอทำให้เกษตรกรต้องกู้เงินก้อนใหม่มาเพื่อ "ชำระหนี้เก่า" และ "ประคองการบริโภค" ทำให้หนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจที่สลัดไม่หลุด หนี้สินเหล่านี้ไม่ใช่เพียงภาระทางการเงิน แต่คือการสูญเสีย "สิทธิในการกำหนดอนาคตตัวเอง" เมื่อทุกการตัดสินใจผลิตต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าหนี้และราคาตลาดที่รัฐคุมไม่ได้ เกษตรกรจึงกลายเป็นเพียง "แรงงานรับจ้างในที่ดินตัวเอง" ที่ไร้อำนาจต่อรองและไร้เวลาชีวิตสำหรับครอบครัว
"มรดกหนี้" และวิกฤตวัยเกษียณ: เมื่อ "หมอผี" ไล่ตาม "ผีหนี้" ไม่ทัน
ภาพความย้อนแย้งที่รุนแรงที่สุดในภาคเกษตรไทยวันนี้ คือการที่สังคมเกษตรกรกลายเป็น "สังคมสูงวัยที่พ่วงมรดกหนี้" วงศ์วริศ์ วงษ์จันทร์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เผยข้อมูลโครงสร้างอายุของลูกหนี้ที่น่าห่วงใย หนี้ชั่วชีวิต: สัดส่วนลูกหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 60-80 ปี และที่น่าตกใจคือมีผู้สูงอายุวัย 80 ปีขึ้นไปกว่า 90,000 ราย ที่ยังต้องแบกภาระหนี้สินค้างชำระ สถิติจากสถาบันการเงินภาคเกษตรระบุว่าลูกหนี้กลุ่มอายุ 80+ มีสัดส่วนสูงถึง 70% ของพอร์ตลูกหนี้ทั้งหมดในบางสถาบัน มรดกบาปสู่คนรุ่นใหม่: เมื่อพ่อแม่เสียชีวิต หนี้สินที่เหลืออยู่กลายเป็นพันธนาการที่บังคับให้ลูกหลานต้องกลับมาแบกรับภาระเพื่อรักษาที่ดินเพียงน้อยนิดไว้ กลายเป็นสาเหตุหลักที่คนรุ่นใหม่ปฏิเสธการเป็นเกษตรกร เพราะไม่มีใครอยากเริ่มต้นชีวิตด้วยการติดลบหลักล้าน กลไกแก้หนี้ของรัฐ เปรียบได้กับ "หมอผี" ที่พยายามไล่ตาม "ผีหนี้" (ขนาดและจำนวนหนี้) แต่กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในขณะที่กองทุนรัฐช่วยแก้หนี้ได้เพียงหลักหมื่นรายต่อทศวรรษ แต่ระบบธนาคารกลับปล่อยสินเชื่อใหม่และสะสมหนี้เสียในอัตราที่เร็วกว่าหลายเท่าตัว เมื่อคนทำงานคือผู้สูงอายุที่เรี่ยวแรงถดถอย ประสิทธิภาพการผลิตย่อมลดต่ำลง นำไปสู่ความเสี่ยงสูงสุดคือการสูญเสียที่ดินทำกิน
กับดักกฎหมายและสัญญาทาส: เหตุปัจจัยที่ที่ดินหลุดมืออย่างเป็นระบบ
การสูญเสียที่ดินทำกินในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากภัยแล้งหรือราคาพืชผลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "กับดักกระบวนการยุติธรรม" ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ถือทุนมากกว่าผู้ผลิตรายย่อย อารีวรรณ คูสันเทียะ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีวิตไท ได้สรุป 5 ขั้นตอนที่ทำให้ที่ดินของเกษตรกรหลุดมือ คือ 1. การไม่เข้าถึงข้อมูลหนี้: เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีสัญญาเงินกู้คู่ฉบับ ทำให้ไม่รู้เงื่อนไขที่แท้จริงของ "สัญญาทาส" 2. ความไม่เข้าใจกลไกดอกเบี้ยปรับ: ความรอบรู้ทางกฎหมายที่ต่ำ ทำให้เกษตรกรไม่รู้ว่าเมื่อผิดนัด ดอกเบี้ยปรับจะพุ่งสูงจนเกินกำลังจ่าย 3. ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทนายความ: เมื่อถูกฟ้อง เกษตรกรไม่มีเงินจ้างทนายที่มีความสามารถเทียบเท่ากับทนายของสถาบันการเงิน 4. การยอมจำนนในชั้นไกล่เกลี่ย: บ่อยครั้งที่การไกล่เกลี่ยจบลงด้วยสัญญาประนีประนอมที่ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบยิ่งกว่าเดิม 5. การขายทอดตลาดที่ไร้ความเป็นธรรม: ที่ดินมักถูกประเมินราคาต่ำกว่ามูลค่าจริง และเมื่อขายไปแล้วยังไม่พอใช้หนี้ เกษตรกรยังต้องถูกยึดทรัพย์สินอื่นในบ้านต่อจนสิ้นเนื้อประดาตัว ด้วยอัตราความเร็วของการสูญเสียที่ดิน 13,000 - 15,000 ไร่ต่อปี สะท้อนว่ารัฐสอบตกอย่างสิ้นเชิงในการคุ้มครองสิทธิในที่ดินทำกิน ที่ดินที่หลุดมือไปมักกลายเป็น NPA ในสถาบันการเงิน หรือตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่ที่เข้ามาครอบครองเพื่อเก็งกำไร ทิ้งให้เกษตรกรกลายเป็นคนไร้ที่ดินในบ้านเกิดของตนเอง
ทางออกเชิงนโยบาย: ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อ "คืนชีวิต" ให้ชนบท
การพักหนี้แบบซ้ำซากเป็นเพียงการฉีดยาชาที่บิดเบือนวินัยทางการเงินและเพิ่มยอดหนี้ในระยะยาว นโยบายแก้หนี้ที่ยั่งยืนต้องมุ่งไปที่การปฏิรูปโครงสร้างอย่างถอนรากถอนโคน 1. การปฏิรูปสถาบันการเงินและจัดตั้ง AMC ภาคเกษตร: ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องหยุด "เลือกปฏิบัติ" ในขณะที่หนี้ภาคธุรกิจสามารถขายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และรับการ Haircut (ลดเงินต้น) ได้ในราคาถูก แต่เหตุใดเกษตรกรไทยกลับถูกบังคับให้จ่ายคืนเต็ม 100% ตลอดชีวิต รัฐต้องจัดตั้ง AMC ภาคเกษตรเพื่อซื้อหนี้เสียมาบริหารจัดการด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนและเป็นธรรม 2. การบูรณาการ 8 กองทุนรัฐ: ยุบรวมหรือเชื่อมโยงข้อมูลกองทุนที่ซ้ำซ้อนกันเพื่อลดสภาวะ "เบี้ยหัวแตก" และเพิ่มอำนาจการต่อรองกับเจ้าหนี้สถาบันการเงินในการรักษาที่ดินทำกิน 3. การใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการให้ข้อมูลเชิงรุก: แทนที่จะสั่งการ รัฐควรใช้ข้อมูล "Zoning" ในฐานะเครื่องมือบอกความเสี่ยง เพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจผลิตอย่างรอบคอบ ไม่ปลูกพืชที่ตลาดล้นจนนำไปสู่หนี้ใหม่ รวมถึงการใช้กลไกอย่าง "สลากชำระดีมีโชค" เพื่อกระตุ้นการออมและวินัยการจ่ายหนี้ในลักษณะที่สอดคล้องกับพฤติกรรมจริง 4. การจัดการที่ดินและเจตจำนงทางการเมือง: หัวใจสำคัญคือการกระจายการถือครองที่ดิน รัฐต้องเลิกเป็นผู้ส่งเสริมที่สร้างหนี้ผ่านนโยบายการเกษตรที่ผิดพลาด และต้องกล้าหาญพอที่จะจัดการกับความไม่เป็นธรรมในสัญญาสินเชื่อเกษตร
มาตรการทางเทคนิคทั้งหมดนี้จะไม่มีความหมายเลยหากขาด "เจตจำนงทางการเมือง" (Political Will) ที่เข้มแข็งพอ รัฐบาลต้องเลิกมองว่าการแจกเงินหรือการพักหนี้ชั่วคราวคือผลงาน แต่ต้องกล้าปฏิรูปอำนาจระหว่างสถาบันการเงินกับเกษตรกรรายย่อยอย่างจริงจัง วิกฤตหนี้เกษตรกรไม่ใช่ภาระของกระทรวงเกษตรฯ หรือ ธ.ก.ส. เพียงอย่างเดียว แต่มันคือการทดสอบมโนธรรมของสังคมไทยว่าเราจะยอมให้ "ผู้ผลิตอาหาร" ต้องล่มสลายลงต่อหน้าต่อตาหรือไม่ การรักษาที่ดินผืนสุดท้ายไว้ในมือเกษตรกรคือการรักษาความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของระบบนิเวศเศรษฐกิจไทย
เราต้องเปลี่ยนจาก "รัฐที่ไล่ตามแก้ปัญหา" เป็น "รัฐที่สร้างภูมิคุ้มกัน" หากเราสามารถปลดพันธนาการหนี้และคืนสิทธิในที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรได้ เราไม่ได้เพียงแค่ช่วยคนกลุ่มหนึ่ง แต่เรากำลังวางรากฐาน "ระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ" และสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป อนาคตของชนบทไทยและอนาคตของคนเมืองคือเนื้อเดียวกัน และโอกาสในการปฏิรูปครั้งใหญ่ได้มาถึงแล้วก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ที่มา : ไทยโพสต์ วันที่ 4 ส.ค. 2569
ผู้เขียน : น้ำผึ้ง หัสถีธรรม
มูลนิธิชีวิตไท (Local Act)
129/250 หมู่บ้านเพอร์เฟคเพลส รัตนาธิเบศร์ ถนนไทรม้า ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์: 02 040 9969
E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.