
ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญกับภาวะ "ตีบตันเชิงโครงสร้าง" อย่างรุนแรง ข้อมูลจากเวทีเสวนาวิชาการในปี 2569 สะท้อนตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัว เมื่อหนี้สินครัวเรือนเกษตรกรพุ่งสูงเกินกว่า 500,000 บาท ขณะที่ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำกลายเป็นบาดแผลเรื้อรัง โดยมีเกษตรกรเพียง 26% เท่านั้นที่อยู่ในเขตชลประทาน ทิ้งให้อีก 74% หรือเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศกลายเป็น "กลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังท่อส่งน้ำของรัฐ" ต้องฝากชีวิตไว้กับความผันผวนของภูมิอากาศเพียงลำพัง
การแจกเงินอุดหนุนแบบเดิมที่เป็น "Deadweight loss" หรือการสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยเปล่าประโยชน์นั้นหมดอายุการใช้งานแล้ว สนามเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราเริ่มเห็นการปะทะกันทางความคิดระหว่าง "ประชานิยมระยะสั้น" กับ "การแทรกแซงเชิงโครงสร้าง (Supply-side intervention)" เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังและยกระดับศักดิ์ศรีของเกษตรกรไทยให้พ้นจากวงจรสงเคราะห์
จุดเปลี่ยนที่ 1: จากการ "พักหนี้" ชั่วคราว สู่การ "ปลดหนี้" คืนอิสรภาพให้วัยเกษียณ
ปัญหาหนี้สินไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือโซ่ตรวนที่พันธนาการศักยภาพในการผลิต นโยบายของพรรคเพื่อไทยยังคงยึดโยงกับกลไกเดิมคือการ "พักหนี้" โดยขยายวงเงินเป็น 500,000 บาท เพื่อประคองตัวเลขภาระหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่เป็นเพียงการ "ยื้อเวลา" โดยไม่ได้ลดภาระหนี้จริง
ในขณะที่พรรคประชาชนนำเสนอแนวคิดที่ "แหลมคม" กว่าในมิติของความเป็นธรรมทางสังคม ด้วยการเสนอ "ปลดหนี้" ให้เกษตรกรอายุ 70 ปีขึ้นไปที่มีประวัติการชำระหนี้มาอย่างยาวนานแต่ยังไม่หลุดพ้นจากเงินต้นเสียที แนวคิดนี้ไม่ใช่การประชานิยมแบบหว่านแห แต่คือการรักษาสิทธิทางเศรษฐกิจและที่ดินทำกินของคนวัยเกษียณไม่ให้หลุดมือไปสู่เจ้าหนี้ในช่วงบั้นปลายชีวิต ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งจัดการกับปัญหาสังคมสูงวัยในภาคชนบทโดยตรง นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากพรรคกล้าธรรมเรื่องการจัดตั้ง "ธนาคารประชาชน" เพื่อเข้ามาจัดระเบียบดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการแก้หนี้กำลังขยับจากการบรรเทาปวดไปสู่การผ่าตัดใหญ่
"หนี้สินคือภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงในที่ดินทำกิน หากเกษตรกรสูญเสียที่ดินให้กับเจ้าหนี้ การปฏิรูปภาคเกษตรใดๆ ย่อมไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริง"
จุดเปลี่ยนที่ 2: "คูปองเกษตรแม่นยำ" เมื่อเทคโนโลยีต้องมาก่อนเงินสด
งบประมาณอุดหนุนแบบให้เปล่ากว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี กำลังถูกท้าทายด้วยแนวคิด "การสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์" ที่เน้นการสร้าง Multiplier Effect หรือผลกระทบเชิงทวีคูณทางเศรษฐกิจ แทนการแจกเงินสดที่มักจะละลายไปกับการบริโภคระยะสั้น
การเปลี่ยนจาก "เงินอุดหนุน" เป็น "เงินลงทุนในเทคโนโลยี" จะช่วยลดภาระงบประมาณในระยะยาว และเปลี่ยนสภาพเกษตรกรจากการเป็นผู้รับการสงเคราะห์ ให้กลายเป็นผู้ประกอบการที่บริหารจัดการต้นทุนด้วยนวัตกรรม
จุดเปลี่ยนที่ 3: มาตรฐานโลกไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด (Non-tariff Barriers)
ท่ามกลางการรุกคืบของมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลกอย่าง CBAM และ EUDR นโยบายเกษตรปี 69 ได้ปรับตัวจากการมองแค่ "ราคา" มาสู่การสร้าง "มาตรฐาน" เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
จุดเปลี่ยนที่ 4: "ถนนน้ำ" และ "รถไฟความเร็วสูง" โครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงไร่นา
นโยบายโครงสร้างพื้นฐานในปี 2569 เริ่มฉายภาพการกระจายผลประโยชน์สู่ฐานรากอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ที่เรื้อรัง
ความท้าทายในเชิงนโยบายคือการกำกับดูแลไม่ให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือที่เอื้อประโยชน์เฉพาะ "กลุ่มทุนใหญ่" แต่ต้องเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงพอให้เกษตรกรรายเล็กยืนได้อย่างสง่าผ่าเผย
จุดเปลี่ยนที่ 5: "แรงจูงใจสีเขียว" จ้างเลิกเผา แทนการใช้กฎหมายบังคับ
วิกฤต PM 2.5 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนำมาซึ่งการถกเถียงเรื่อง "ไม้แข็ง" หรือ "ไม้นวม" ในการจัดการภาคเกษตร
บทสรุป: เดิมพันปี 69 ไม่ใช่แค่คะแนนเสียง แต่คือศักดิ์ศรีของคนผลิตอาหาร
นโยบายเกษตรในปี 2569 กำลังก้าวข้ามจากยุค "ความเมตตาสงสาร" ไปสู่ยุคของ "ความเป็นธรรมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Justice)" มูลนิธิชีวิตไทเล็งเห็นว่า รัฐบาลใหม่ต้องมุ่งเน้น 3 ภารกิจเร่งด่วน:
อนาคตของชนบทไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่พรรคการเมืองจะสัญญาว่าจะ "แจกเงิน" เท่าไร แต่ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญที่จะ "รื้อโครงสร้าง" ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาออกไปหรือไม่ เพราะความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของเกษตรกรไทย คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของคนทั้งโลก
สุดท้ายนี้ โจทย์สำคัญที่เราต้องร่วมกันตรวจสอบคือ นโยบายเหล่านี้จะเป็นเพียง "ฉากทัศน์สวยหรู" เพื่อชิงคะแนนเสียง หรือจะเป็น "คานงัด" ที่จะคืนศักดิ์ศรีและลมหายใจที่คล่องตัวให้กับเกษตรกรไทยได้จริง?
ที่มา : ไทยโพสต์ วันที่ 10 ก.พ. 2569
ผู้เขียน : น้ำผึ้ง หัสถีธรรม
มูลนิธิชีวิตไท (Local Act)
129/250 หมู่บ้านเพอร์เฟคเพลส รัตนาธิเบศร์ ถนนไทรม้า ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์: 02 040 9969 | 090 178 7508
E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.