จาก "แจกเงิน" สู่ "แก้โครงสร้าง": 5 จุดเปลี่ยนนโยบายเกษตร เลือกตั้ง 2569

Created
วันอังคาร, 10 กุมภาพันธ์ 2569
Created by
น้ำผึ้ง หัสถีธรรม
Categories
บทความ
 

ThaiFarmerHavingLaunch

ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญกับภาวะ "ตีบตันเชิงโครงสร้าง" อย่างรุนแรง ข้อมูลจากเวทีเสวนาวิชาการในปี 2569 สะท้อนตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัว เมื่อหนี้สินครัวเรือนเกษตรกรพุ่งสูงเกินกว่า 500,000 บาท ขณะที่ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำกลายเป็นบาดแผลเรื้อรัง โดยมีเกษตรกรเพียง 26% เท่านั้นที่อยู่ในเขตชลประทาน ทิ้งให้อีก 74% หรือเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศกลายเป็น "กลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังท่อส่งน้ำของรัฐ" ต้องฝากชีวิตไว้กับความผันผวนของภูมิอากาศเพียงลำพัง

การแจกเงินอุดหนุนแบบเดิมที่เป็น "Deadweight loss" หรือการสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยเปล่าประโยชน์นั้นหมดอายุการใช้งานแล้ว สนามเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราเริ่มเห็นการปะทะกันทางความคิดระหว่าง "ประชานิยมระยะสั้น" กับ "การแทรกแซงเชิงโครงสร้าง (Supply-side intervention)" เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังและยกระดับศักดิ์ศรีของเกษตรกรไทยให้พ้นจากวงจรสงเคราะห์

จุดเปลี่ยนที่ 1: จากการ "พักหนี้" ชั่วคราว สู่การ "ปลดหนี้" คืนอิสรภาพให้วัยเกษียณ

ปัญหาหนี้สินไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือโซ่ตรวนที่พันธนาการศักยภาพในการผลิต นโยบายของพรรคเพื่อไทยยังคงยึดโยงกับกลไกเดิมคือการ "พักหนี้" โดยขยายวงเงินเป็น 500,000 บาท เพื่อประคองตัวเลขภาระหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่เป็นเพียงการ "ยื้อเวลา" โดยไม่ได้ลดภาระหนี้จริง

ในขณะที่พรรคประชาชนนำเสนอแนวคิดที่ "แหลมคม" กว่าในมิติของความเป็นธรรมทางสังคม ด้วยการเสนอ "ปลดหนี้" ให้เกษตรกรอายุ 70 ปีขึ้นไปที่มีประวัติการชำระหนี้มาอย่างยาวนานแต่ยังไม่หลุดพ้นจากเงินต้นเสียที แนวคิดนี้ไม่ใช่การประชานิยมแบบหว่านแห แต่คือการรักษาสิทธิทางเศรษฐกิจและที่ดินทำกินของคนวัยเกษียณไม่ให้หลุดมือไปสู่เจ้าหนี้ในช่วงบั้นปลายชีวิต ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งจัดการกับปัญหาสังคมสูงวัยในภาคชนบทโดยตรง นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากพรรคกล้าธรรมเรื่องการจัดตั้ง "ธนาคารประชาชน" เพื่อเข้ามาจัดระเบียบดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการแก้หนี้กำลังขยับจากการบรรเทาปวดไปสู่การผ่าตัดใหญ่

"หนี้สินคือภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงในที่ดินทำกิน หากเกษตรกรสูญเสียที่ดินให้กับเจ้าหนี้ การปฏิรูปภาคเกษตรใดๆ ย่อมไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริง"

จุดเปลี่ยนที่ 2: "คูปองเกษตรแม่นยำ" เมื่อเทคโนโลยีต้องมาก่อนเงินสด

งบประมาณอุดหนุนแบบให้เปล่ากว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี กำลังถูกท้าทายด้วยแนวคิด "การสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์" ที่เน้นการสร้าง Multiplier Effect หรือผลกระทบเชิงทวีคูณทางเศรษฐกิจ แทนการแจกเงินสดที่มักจะละลายไปกับการบริโภคระยะสั้น

  • คูปองเกษตรแม่นยำ (พรรคประชาชน): มุ่งเน้นการลดต้นทุนที่ต้นทาง เช่น การวิเคราะห์ดินและเพิ่มประสิทธิภาพรายแปลง เพื่อเปลี่ยนผ่านเกษตรกรสู่ระบบ Smart Farming
  • การประกันกำไร 30% (พรรคเพื่อไทย): พยายามยกระดับจากการประกันราคาแบบเดิมมาเป็นการใช้ฐานข้อมูลการตลาดนำการผลิต เพื่อลด "Market Distortion" หรือความบิดเบือนของราคากลางในตลาด
  • ระบบข้อมูลบูรณาการ (พรรคไทยเก้าใหม่): นี่คือ "จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ" เพราะข้อมูลที่ไหลเวียนข้ามกระทรวงจะช่วยให้การสนับสนุนเทคโนโลยีรายย่อยมีความแม่นยำและไม่ซ้ำซ้อน

การเปลี่ยนจาก "เงินอุดหนุน" เป็น "เงินลงทุนในเทคโนโลยี" จะช่วยลดภาระงบประมาณในระยะยาว และเปลี่ยนสภาพเกษตรกรจากการเป็นผู้รับการสงเคราะห์ ให้กลายเป็นผู้ประกอบการที่บริหารจัดการต้นทุนด้วยนวัตกรรม

จุดเปลี่ยนที่ 3: มาตรฐานโลกไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด (Non-tariff Barriers)

ท่ามกลางการรุกคืบของมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลกอย่าง CBAM และ EUDR นโยบายเกษตรปี 69 ได้ปรับตัวจากการมองแค่ "ราคา" มาสู่การสร้าง "มาตรฐาน" เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

  • ห้องแล็บตรวจสอบมาตรฐานที่ด่านเชียงของ: ข้อเสนอจากพรรคไทยสร้างไทยและพรรคประชาชน คือการสร้าง "กำแพงภาษีทางอ้อม" ที่ทรงพลัง เพื่อสกัดกั้นสินค้าเกษตรด้อยคุณภาพและสารปนเปื้อนจากต่างประเทศ (โดยเฉพาะจีน) ไม่ให้เข้ามาสวมสิทธิ์หรือทุบราคาสินค้าในไทย นี่คือการปกป้องเกษตรกรรายย่อยด้วยมาตรฐานสุขภาพและคุณภาพ
  • Thailand Provincial Original (พรรคประชาธิปัตย์): การสร้างแบรนด์เฉพาะถิ่นเพื่อยืนยันตัวตนสินค้าไทย ป้องกันการปลอมแปลง และเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาดพรีเมียม
  • กลไกสหกรณ์ดิจิทัล: การนำเทคโนโลยีมาช่วยตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จะช่วยให้เกษตรกรรายเล็กเข้าสู่มาตรฐานโลกได้โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพราะภาระด้านเอกสาร

จุดเปลี่ยนที่ 4: "ถนนน้ำ" และ "รถไฟความเร็วสูง" โครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงไร่นา

นโยบายโครงสร้างพื้นฐานในปี 2569 เริ่มฉายภาพการกระจายผลประโยชน์สู่ฐานรากอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ที่เรื้อรัง

  • การจัดการน้ำเชิงระบบ: พรรคพลังประชารัฐเสนอโครงการ "ถนนน้ำ" เพื่อส่งน้ำให้ถึงมือเกษตรกร 74% ที่อยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งถือเป็นการแก้ไขจุดบอดสำคัญของภาคเกษตรไทย
  • โลจิสติกส์ความเร็วสูง: พรรคเศรษฐกิจชูการใช้ "รถไฟความเร็วสูง" เพื่อส่งสินค้าสดถึงตลาดจีนภายในวันเดียว ช่วยลดการสูญเสียระหว่างขนส่งและเพิ่มอำนาจต่อรองราคา
  • ธนาคารและการเข้าถึงทุน: พรรคกล้าธรรมนำเสนอ "ธนาคารประชาชน" เพื่อให้รายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

ความท้าทายในเชิงนโยบายคือการกำกับดูแลไม่ให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือที่เอื้อประโยชน์เฉพาะ "กลุ่มทุนใหญ่" แต่ต้องเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงพอให้เกษตรกรรายเล็กยืนได้อย่างสง่าผ่าเผย

จุดเปลี่ยนที่ 5: "แรงจูงใจสีเขียว" จ้างเลิกเผา แทนการใช้กฎหมายบังคับ

วิกฤต PM 2.5 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนำมาซึ่งการถกเถียงเรื่อง "ไม้แข็ง" หรือ "ไม้นวม" ในการจัดการภาคเกษตร

  • มาตรการบังคับ (พรรครวมไทยสร้างชาติ): เสนอใช้กฎหมายเด็ดขาดปิดโรงงานน้ำตาลที่รับซื้ออ้อยเผา ซึ่งเป็นแนวทางเชิงรุกในการควบคุมอุตสาหกรรม
  • มาตรการจูงใจ (พรรคประชาชน): เสนอจ่ายเงิน "250 บาทต่อไร่สำหรับผู้ที่ไม่เผา" เพื่อชดเชยต้นทุนที่เกษตรกรรายย่อยต้องจ่ายเพิ่มในการจ้างเครื่องจักรไถกลบ ซึ่งสะท้อนความเข้าใจในข้อจำกัดด้านทุนของรายย่อยได้มากกว่า
  • ยุทธศาสตร์การคลังสีเขียว: มีข้อเสนอที่น่าสนใจในเวทีเสวนาถึงการย้ายหน่วยงานภูมิอากาศไปสังกัด "กระทรวงการคลัง" เพื่อใช้กลไกภาษีคาร์บอน พันธบัตรป่าไม้ (พรรคประชาธิปัตย์) หรือการใช้ชีวมวลผลิตพลังงาน (พรรคกล้าธรรม/เพื่อไทย) เปลี่ยน "ภาระด้านสิ่งแวดล้อม" ให้กลายเป็น "รายได้ใหม่" ผ่านตลาดกลางซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่มีธรรมาภิบาล

บทสรุป: เดิมพันปี 69 ไม่ใช่แค่คะแนนเสียง แต่คือศักดิ์ศรีของคนผลิตอาหาร

นโยบายเกษตรในปี 2569 กำลังก้าวข้ามจากยุค "ความเมตตาสงสาร" ไปสู่ยุคของ "ความเป็นธรรมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Justice)"  มูลนิธิชีวิตไทเล็งเห็นว่า รัฐบาลใหม่ต้องมุ่งเน้น 3 ภารกิจเร่งด่วน:

  1. การแก้หนี้เพื่อรักษาที่ดินทำกิน: เปลี่ยนจากการพักหนี้ที่เพียงเพื่อ "ยื้อเวลาตาย" มาเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ตามศักยภาพและช่วงวัย
  2. งบประมาณเพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Resilience): ลงทุนในระบบน้ำขนาดเล็กและเทคโนโลยีที่เกษตรกรรายย่อยเป็นเจ้าของได้จริง
  3. การเพิ่มอำนาจต่อรองด้วยดิจิทัล: ยกระดับสหกรณ์ให้เป็นหน่วยธุรกิจเทคโนโลยีที่เท่าทันห่วงโซ่อาหารโลก

อนาคตของชนบทไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่พรรคการเมืองจะสัญญาว่าจะ "แจกเงิน" เท่าไร แต่ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญที่จะ "รื้อโครงสร้าง" ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาออกไปหรือไม่ เพราะความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของเกษตรกรไทย คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของคนทั้งโลก

สุดท้ายนี้ โจทย์สำคัญที่เราต้องร่วมกันตรวจสอบคือ นโยบายเหล่านี้จะเป็นเพียง "ฉากทัศน์สวยหรู" เพื่อชิงคะแนนเสียง หรือจะเป็น "คานงัด" ที่จะคืนศักดิ์ศรีและลมหายใจที่คล่องตัวให้กับเกษตรกรไทยได้จริง?

ที่มา : ไทยโพสต์ วันที่ 10 ก.พ. 2569

ผู้เขียน : น้ำผึ้ง หัสถีธรรม