"ข้าวไทย" ชื่อเสียงที่เคยขจรไกลไปทั่วโลก และชาวนา อาชีพอันภาคภูมิเปรียบดั่ง "กระดูกสันหลังของชาติ" แต่ทว่าเหตุใดวันนี้เราจึงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่ง และกำลังเผชิญกับวิกฤตราคาตกต่ำที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง? มาร่วมกันเจาะลึก 5 ความจริงที่น่าตกใจ เพื่อทำความเข้าใจวิกฤตการณ์อย่างรอบด้าน และมองหาทางรอดของข้าวไทย
ประเด็นที่ 1 : เราไม่ได้แค่ "แพงกว่า" แต่กำลังแพ้สงครามราคาอย่างหมดรูป
ข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย (พ.ค. 2568) ราคาข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ 429 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ในขณะที่เวียดนาม อยู่ที่ 397-401 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน อินเดีย 382-386 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วนข้าวหอมมะลิที่เป็นอัตลักษณ์ของไทย ราคา 1,082 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วนหอมมะลิเวียดนามอยู่ที่ 578-582 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน และข้าวบาสมาติของอินเดียอยู่ที่ 850 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงว่าข้าวไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและอินเดียในแทบทุกประเภทสินค้า ไม่ว่าจะเป็นตลาดข้าวขาวทั่วไปหรือตลาดข้าวหอมคุณภาพสูง ราคาของเราสูงกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคด่านแรกที่ทำให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่า
ประเด็นที่ 2 : ผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทย "ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก"
ต้นทุนที่สูงของข้าวไทยไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่หยั่งรากลึกอยู่ในปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน นั่นคือ "ผลิตภาพการผลิต" (Productivity) ที่ต่ำอย่างน่าใจหาย ข้อมูลจาก Krungthai COMPASS ณ ปี 2568 ในพื้นที่เท่ากัน ไทยผลิตข้าวได้ 458 กิโลกรัมต่อไร่ เวียดนามผลิตข้าวได้ 986 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าไทยถึง 2 เท่า ซึ่งเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของเราสูงกว่าคู่แข่งอย่างมหาศาล สาเหตุสำคัญมาจากพื้นที่เพาะปลูกกว่า 90% ของไทยเป็น "นาปี" ที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนตามธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตมีความไม่แน่นอนสูงและควบคุมได้ยาก ในขณะที่เวียดนามมีพื้นที่ถึง 90% อยู่ในเขตชลประทาน ทำให้สามารถเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวได้อย่างน้อย 2-3 รอบต่อปี ด้วยเหตุนี้ ผลผลิตของไทยจึงไม่เพียงแต่ต่ำกว่า แต่ยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของเราสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเด็นที่ 3 : เงินบาทที่แข็งค่า คือการซ้ำเติมให้ข้าวไทย "แพงขึ้นไปอีก"
นอกเหนือจากปัจจัยภายในแล้ว ปัจจัยมหภาคอย่าง "อัตราแลกเปลี่ยน" ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลง ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้ชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 7% ในขณะที่เงินรูปีของอินเดียและเงินดองของเวียดนามกลับอ่อนค่าลง ทำให้เกิดส่วนต่างด้านอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเทียบกับไทยสูงถึง 10-11% เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หากผู้ส่งออกของไทยและคู่แข่งขายข้าวได้ในราคา 350 ดอลลาร์ต่อตันเท่ากัน ประเทศคู่แข่งจะได้รับเงินในสกุลเงินท้องถิ่น (เมื่อแปลงเป็นบาท) มากกว่าไทยถึง 1,000–1,250 บาทต่อตัน ความเสียเปรียบนี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้ส่งออก แต่ส่งผลโดยตรงถึงปลายน้ำ ทำให้ชาวนาไทยมีรายได้น้อยกว่าทั้งที่ราคาขายเท่ากัน
ประเด็นที่ 4 : ใครคือผู้ร้ายตัวจริง? ระหว่าง "นโยบายรัฐที่ผิดพลาด" กับ "โครงสร้างตลาดที่บิดเบี้ยว"
เมื่อมองลึกลงไปในต้นตอของปัญหา พบว่ามีการถกเถียงในสองกระแสความคิดหลักที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มุมมองที่หนึ่ง: โทษ "นโยบายรัฐอุ้ม" และ "ชาวนาขาดประสิทธิภาพ" นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่าง ผศ.ดร. สุวรรณา สายรวมญาติ ม.เกษตรศาสตร์ มองว่า ปัญหาเกิดจาก "อุปทานส่วนเกิน" (Oversupply) ที่มีต้นตอมาจากนโยบายภาครัฐที่ "มักง่ายแล้วเอาแต่ได้" โดยเน้นฐานเสียงทางการเมือง นโยบายเหล่านี้จูงใจให้คนปลูกข้าวโดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพ เพราะคาดหวังว่า "เดี๋ยวรัฐก็ช่วย" ผ่านโครงการอุดหนุนต่างๆ ซึ่งทำให้ตลาดบิดเบือน มีปริมาณข้าวล้นเกินความต้องการของตลาดส่งออก และราคาตกต่ำในที่สุด
มุมมองโต้แย้ง : ชี้เป้า "โครงสร้างกดทับ" ที่ทำให้ชาวนาไร้ทางสู้ ในทางกลับกัน มีข้อโต้แย้งที่ทรงพลังว่า การโทษชาวนาและปัญหาอุปทานล้นตลาดเป็นการมองข้ามปัญหาที่ใหญ่และซับซ้อนกว่า นั่นคือ "ความไร้อำนาจของชาวนาไทย" ซึ่งถูกกดทับด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการ เช่น การถือครองที่ดินน้อย: ทำให้เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ ตลาดผูกขาด: โครงสร้างตลาดที่ถูกครอบงำโดยโรงสี ทำให้ชาวนาไม่มีอำนาจต่อรองราคา ต้นทุนสูง-ราคาขายต่ำ: ต้นทุนการผลิต เช่น ค่าปุ๋ยและค่าเช่าที่ดินสูงขึ้น แต่ราคาขายหน้าโรงสีกลับถูกกดให้ต่ำ ขาดทางเลือกทางอาชีพ: ชาวนาในชนบทไม่มีทางเลือกอาชีพอื่น ทำให้ต้องยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ม.เชียงใหม่ นักวิชาการสายสังคมศาสตร์ วิพากษ์แนวคิดที่เน้นแต่ประสิทธิภาพโดยไม่มองมิติทางสังคมว่า ความคิดประเภทนี้ถึงที่สุดแล้ว จะนำไปสู่การรวมศูนย์ที่ดิน การกีดกันเกษตรกรรายย่อย การถ่ายความเหลื่อมล้ำให้สูงขึ้น การเบียดขับชาวนาให้อ่อนแอและไร้อำนาจ และการให้ใบอนุญาตผูกขาดและรวบอำนาจของทุนใหญ่
ประเด็นที่ 5 : ทางรอดไม่ใช่การ "ขายให้มาก" แต่คือการ "ขายให้ฉลาด"
เมื่อการแข่งขันด้านราคาคือเกมที่แพ้ตั้งแต่เริ่มต้น ทางรอดเดียวของข้าวไทยคือการเปลี่ยนกระดานแข่งขันทั้งหมด โดยต้องลงมือทำใน 3 มิติพร้อมกัน มิติที่ 1 : พัฒนาข้าวคุณภาพเฉพาะทาง: เปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก Mass Exporter (ผู้ส่งออกเชิงปริมาณ) ไปสู่ Value Exporter (ผู้ส่งออกเชิงคุณค่า) สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น ข้าว GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ข้าวอินทรีย์ หรือข้าวฟังก์ชันนัลที่มีคุณสมบัติพิเศษ มิติที่ 2 : เจาะตลาดใหม่ที่ยังไม่มีผู้เล่นหลัก: ลดการพึ่งพาตลาดเดิมที่การแข่งขันสูง และมุ่งสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งมีความต้องการบริโภคสูงแต่ยังขาดโครงสร้างการผลิตในประเทศ มิติที่ 3 : ปรับตัวสู่เทรนด์โลก: ตอบสนองต่อกระแสความยั่งยืน เช่น "ข้าว Low-Emission" ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นตลาดพรีเมียมที่ผู้บริโภคในยุโรปและญี่ปุ่นให้ความสำคัญ และต้องยอมรับว่าเวียดนามได้ก้าวล้ำหน้าไทยไปแล้วในเรื่องนี้
วิกฤตข้าวไทยในครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า การยึดติดกับตำแหน่ง "ผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก" อาจไม่ใช่เป้าหมายที่ยั่งยืนอีกต่อไป สมรภูมินี้ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณ แต่คือการสร้างมูลค่าเพิ่ม นวัตกรรม และแบรนด์ที่แข็งแกร่งให้กับสินค้าเกษตรหลักของชาติ "ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนเกมการแข่งขัน จากสงครามราคาที่นับวันมีแต่จะแพ้ ไปสู่การสร้างแบรนด์ข้าวไทยให้เป็นที่หนึ่งด้าน 'คุณค่า' ในใจผู้บริโภคทั่วโลก ?" คำตอบจะเป็นตัวชี้วัดว่า 'กระดูกสันหลังของชาติ' จะถูกเปลี่ยนให้เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า หรือจะถูกปล่อยให้ผุกร่อนไปในสนามรบที่ไม่มีวันชนะ
ที่มา : ไทยโพสต์ วันที่ 27 ธ.ค. 2568
ผู้เขียน : น้ำผึ้ง หัสถีธรรม